อีกหนึ่งไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคร้ายและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นั่นคือ เชื้อไวรัส HPV หรือ ไวรัสฮิวแมนแพพพิลโลมา (Human Papilloma Virus) นั่นเอง
โดยไวรัสชนิดนี้สามารถเป็นอันตรายได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย และสาเหตุของโรคมะเร็งหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งทวารหนัก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งช่องคลอด เป็นต้น
ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสได้ บทความนร่ เราจะมาทำความรู้จักเชื้อ HPV กัน เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทัน และป้องกันได้ก่อนจะสายไป
เชื้อ HPV คืออะไร และเชื้อ HPV มีกี่สายพันธุ์ที่ต้องระวัง
เชื้อไวรัส HPV หรือ ไวรัสฮิวแมนแพพพิลโลมา (Human Papilloma Virus) มาจากไวรัสที่สามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ และการสัมผัสผ่านทางน้ำลายหรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ โดยเชื้อ HPV มีประมาณ 40 สายพันธุ์ที่สามารถเกิดได้กับมนุษย์ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 หมวด ดังนี้
- เชื้อ HPV สายพันธุ์ที่เป็นเสี่ยงสูง (High-risk HPV) จำนวน 14 สายพันธุ์ ได้แก่ HPV 16 ,18 , 31 , 33 , 35 , 39 , 45 , 51 , 52 , 56 , 58 , 59 , 66 และ 68
มักเกี่ยวข้องกับการเป็นสาเหตุของมะเร็งบางประเภท เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร และอื่น ๆ ซึ่งเชื้อ HPV ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ทีไม่ได้ป้องกันหรือป้องกันผิดวิธีนั่นเอง
- เชื้อ HPV สายพันธุ์ที่เป็นเสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV) จำนวน 9 สายพันธุ์ ได้แก่ HPV 1, 2, 3, 4, 6, 7, 8, 10 และ 11
อาจทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศได้
ส่วน เชื้อ HPV อยู่ในร่างกายกี่ปี นั้น ส่วนใหญ่แล้ว เชื้อ HPV จะถูกร่างกายกำจัดออกไปโดยธรรมชาติหรือผ่านระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายภายใน 1-2 ปี หลังจากการติดเชื้อ แต่บางครั้งเชื้อ HPV สามารถอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายว่าแข็งแรงหรือภูมิคุ้มกันตกลงหรือไม่
รวมวิธีสังเกตอาการที่พบหากติดเชื้อ HPV และอันตราย
สำหรับอาการของเชื้อ HPV นั้นเราสามารถแบ่งออกได้ ทั้งหญิงและชาย เพราะแต่ละเพศก็มักแสดงอาการแตกต่างออกไป โดยอาการที่พบ สามารถแบ่งได้ ดังนี้
เชื้อ HPV ในผู้หญิง อาการเป็นอย่างไร อันตรายที่พบได้
เชื้อ HPV ในผู้หญิง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งช่องปาก โดยอาการที่สังเกตได้ มีดังนี้
- บริเวณช่องคลอด ปากมดลูก ขาหนีบ หรือขาอ่อน มีหูดขึ้น ซึ่งหูดนี้จะมีลักษณะตุ่มนูน หรือตุ่มแบน อาจเกิดขึ้นแล้วแต่กับบุคคล
- มีอาการแสบคัน บริเวณที่ติดเชื้อ HPV อาจจะคันบริเวณช่องคลอด หรือบริเวณขาหนีบก็ได้
- มีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ และรู้สึกเจ็บ
- ตกขาวเยอะ หรือมีปริมาณตกขาวมากกว่าปกติ รวมถึงตกขาวมีกลิ่นคาวหรือกลิ่นเหม็นด้วย
- ประจำเดือนมาผิดปกติ
- อาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้เช่น ปัสสาวะติดขัด หรือมีสารคัดหลั่ง เลือด ออกทางช่องคลอด

เชื้อ HPV ในผู้ชาย อาการเป็นอย่างไร อันตรายที่พบได้
สำหรับผู้ชายก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นเดียวกับในผู้หญิง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคมะเร็งทางทวารหนัก โดยอาการและอันตรายที่พบได้ มีดังนี้
- บริเวณหัวอวัยวะเพศ ผัวหนัง และอัณฑะ อาจมีหูดขึ้น ซึ่งหูดนี้จะมีลักษณะตุ่มนูน หรือหงอนไก่ ซึ่งจะปรากฎขึ้นหลังสัมผัสเชื้อไม่กี่สัปดาห์
- มีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตได้
- เลือดออก รู้สึกคัน หรือมีน้ำเหลืองไหล จากบริเวณทวารหนัก
- บางกรณีอาจไม่แสดงอาการ
วิธีรักษาและป้องกันตนเองให้ห่างไกล เชื้อ HPV
เนื่องจากเชื้อ HPV สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งหญิงและชาย ทำให้ต้องระวังและป้องกันเป็นอย่างมาก ซึ่งวิธีการป้องกันที่สามารถทำ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HPV มีดังนี้
- สวมถุงยางทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
เนื่องจากถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์ที่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ราว 90 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจยังมีความเสี่ยงจากการสัมผัสสารคัดหลั่งในบริเวณอื่นได้อีก
- ระวังการติดเชื้อ HPV ผ่านการใช้นิ้วมือ
แนะนำให้รักษาความสะอาดร่างกายทุกครั้งหลังมีเพศสัมพันธ์เพราะเชื้อ HPV สามารถติดผ่านทางการสัมผัสได้ด้วย ในปัจจุบันสามารถใช้ถุงยางอนามัยสำหรับนิ้วมือร่วมด้วยได้
- ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ทุก 5 ปี
แนะนำให้ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ในทุก 5 ปี สำหรับผู้หญิงแนะนำตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำในทุก ๆ 3 ปี
ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง จัดส่งแบบไม่ระบุสินค้าหน้ากล่อง


- ฉีดวัคซีนป้องกัน เชื้อ HPV
การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ใน สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี และวัคซีนจะป้องกันด้วยประสิทธิภาพสูงสุดในคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือรับเชื้อ HPV
กังวลใจเรื่องเชื้อ HPV ตรวจได้เลย รู้ผลทันที
ไม่ต้องคอยกังวล มาดูแลสุขภาพและเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น ด้วยชุดตรวจ HPV และ STI “PEACH & GO” ชุดตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบไม่เปิดเผยตัวตน นวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) 14 ชนิด และเชื้อ HPV 14 สายพันธุ์ได้ด้วยตัวเอง ทั้งเพศหญิงและเพศชาย
โดยชุดตรวจ PEACH & GO สามารถตรวจได้ด้วยตัวเองที่บ้าน ไม่ต้องเสียเวลานัดหมายหรือเดินทางไปถึงโรงพยาบาล ได้รับผลตรวจที่แม่นยำ บรรจุภัณฑ์และกระบวนการจัดส่งที่รักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ตรวจ ราคาประหยัด และสามารถรู้ผลตรวจได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Talk to PEACH
หรือสามารถพูดคุยได้ทั้งผ่านวิดีโอคอล และแชทถาม-ตอบผ่านแอป Talk to PEACH หรือ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเพศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Talk To PEACH: https://oci.ltd/9fHAihO
บทความที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิง




