
สำหรับเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทั่วโลกต่างเฝ้าระวังกันและค้นหาวิธียับยั้งและรักษาเสมอมา ซึ่งในปัจจุบันมียาต้าน HIV หลากหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมใช้กันจะมียาเพร็พ (PrEP) และ ยาเป๊ป (PEP) เป็นยาต้าน HIV แล้วยาสองชนิดนี้คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และวิธีการป้องกันเชื้อเอชไอวี (HIV) มีอะไรบ้างนั้น เราไปศึกษากันได้เลย
ยา ต้าน HIV คืออะไร?

เป็นยาที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ยาต้าน HIV ก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวี (HIV) (หรือที่เรียกกันว่า ยา PrEP ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis) และยาต้าน HIV หลังสัมผัสเชื้อเอชไอวี (HIV) (หรือที่เรียกว่า ยา PEP Post-Exposure Prophylaxis) เป็นยารับประทานเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ จะออกฤทธิ์ยับยั้งและต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี (HIV) เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว
ยาต้าน HIV มีกี่แบบ และต่างกันอย่างไร
โดยทั่วไปแล้วยา ต้าน HIV มี 2 แบบคือ
- ยาต้าน HIV ก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือที่เรียกกันว่า ยาเพร็พ (PrEP)
- ยาต้าน HIV หลังสัมผัสเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือที่เรียกว่า ยาเป๊ป (PEP)
โดยยา 2 ตัวนี้มีข้อแตกต่าง และผลข้างเคียงกัน แบ่งได้ดังนี้
การใช้ยาเพร็พ (PrEp) และผลข้างเคียง

สำหรับยาเพร็พ (PrEp) เป็นยาที่ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งจำเป็นต้องรับประทานยาต่อเนื่อง อย่างน้อย 7 วันก่อนจะคาดการณ์ว่าอาจจะได้รับความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ การรับยานำไปรับประทานจำเป็นต้องเข้าพบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเพื่อให้ได้การรับยาที่ถูกต้อง
และ ยาเพร็พ (PrEp) มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย แต่อาจจะเกิดได้ในลักษณะต่าง ๆ ได้ ดังนี้
- อาการปวดหัวทั่วไป หรือมีอาการคลื่นไส้ตามมา
- อาการท้องเสียหรืออ่อนเพลีย
- หากผู้ที่ทานในระยะยาว จำเป็นต้องตรวจสุขภาพไตในทุก ๆ 6 เดือน เพราะอาจเกิดการสูญเสียมวลกระดูกขึ้นได้
- ไม่แนะนำให้ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีรับประทาน
การใช้ยาเป๊ป (PEP) และผลข้างเคียง

ยาเป๊ป (PEP) เป็นตัวยาที่ต้านไวรัส HIV สำหรับคนที่สัมผัสหรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังได้รับความเสี่ยง โดยจำเป็นต้องกินยาติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ การรับยานำไปรับประทานจำเป็นต้องเข้าพบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อให้ได้การรับยาที่เหมาะสมและถูกต้อง และ ยาเป๊ป (PEP) มีผลข้างเคียงอาจจะเกิดได้ในลักษณะต่าง ๆ ได้ ดังนี้
- อาการคลื่นไส้ และเวียนหัว
- อาการอ่อนเพลีย หรือท้องอืด อาจเกิดขึ้นในช่วง 4-5 วันแรกหลังจากทานยา
- การรับประทานยานี้เหมาะกับผู้ที่ได้รับการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้ป้องกัน เพื่อป้องกันเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่อาจเกิดขึ้นได้
คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาและวิธีป้องกันเชื้อเอชไอวี (HIV) อื่น ๆ ที่เราควรรู้

- เมื่อทราบถึงความเสี่ยงในการรับเชื้อเอชไอวี (HIV) ควรเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็วที่สุด
การเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยทันทีที่ทราบว่ามีความเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวี ด้วยวิธีการรับยาต้าน จะช่วยให้ร่างกายไม่เจ็บป่วยหรือมีโรคแทรกซ้อน แต่หาก ทั้งนี้ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- การตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV)
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) อย่างสม่ำเสมอ เมื่อทราบผลแล้วสามารถเริ่มรับการรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อต่อไปได้อย่างทันท่วงที
- การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ควรสวมถุงยางอนามัยในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันตัวเองตนเองจากการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
- ระวังการใช้เข็มฉีดยาและวัตถุมีคมร่วมกับผู้อื่น
หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาหรือเข็มที่มีเลือดร่วมกับผู้อื่น รวมถึงของมีคมที่อาจทำให้ติดเชื้อได้
มีความเสี่ยงในการรับเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการกินยาเพร็พ (PrEP) และ ยาเป๊ป (PEP) คุยกับ Talk to PEACH ได้


สามารถพูดคุยได้ทั้งผ่านวิดีโอคอล และแชทถาม-ตอบผ่านแอป Talk to PEACH หรือ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเพศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Talk To PEACH: https://bit.ly/46d7LZq
บทความที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิง



