
สาวๆ หลายคนเคยมีประสบการณ์การเป็นเมนส์ หรือ ประจำเดือนมาผิดปกติ ซึ่งมักจะสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่ต้องเผชิญปัญหา ไม่ว่าจะเป็น เมนส์มาปริมาณมาก น้อย เร็ว หรือช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อเมนส์มาช้าหรือที่เรียกว่าประจำเดือนขาด มักจะสร้างความกังวลใจให้สาว ๆ เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากสามารถบ่งชี้ถึงโรคภัย หรือ ความผิดปกติของร่างกาย บางคนยังสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์อีกด้วย
ในบทความนี้ Talk To PEACH จึงอยากมาไขข้อข้องใจของสาว ๆ ว่า ปกติเมนส์มาช้าสุดกี่วัน? หรือถ้าเมนส์ไม่มาควรทำอย่างไร?
ปกติแล้ว ประจำเดือนจะมากี่วัน

ในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีรอบประจำเดือนประมาณ 28-30 วัน (แต่ก็อาจแปรปรวนได้ตั้งแต่ 21-35 วัน) โดยระยะเวลาที่มีประจำเดือนจะอยู่ประมาณ 3-5 วัน แต่ไม่ควรเกิน 7 วันติดต่อกัน ส่วนปริมาณเลือดในแต่ละวันไม่ควรมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยเกินกว่า 4 แผ่นต่อวัน (ที่มีเลือดซึมเต็มผืนทั้งแผ่น)
หากไม่แน่ใจว่า ประจำเดือนมากี่วัน มาปกติ หรือ ประจำเดือนมาช้า แนะนำให้บันทึกและคำนวณรอบเดือน ด้วย Period Tracker เพราะเป็นตัวช่วยให้สาว ๆ รู้เท่าทันความผิดปกติของประจำเดือนได้อย่างทันท่วงที ลองใช้ Period Tracker ได้แล้ววันนี้ ฟรี! ที่แอปฯ Talk to PEACH
ภาวะประจำเดือนขาด เป็นอย่างไร
หมายถึงภาวะที่ร่างกายไม่มีการขับเลือดประจำเดือนออกมาตามปกติ อาจเป็นได้ทั้งประเภทไม่เคยมีประจำเดือนเลย หรือเคยมีปกติแล้วแต่ขาดหายไป สำหรับภาวะประจำเดือนขาดของหญิงที่เคยมีประจำเดือนตามปกติมาก่อน เกิดขึ้นเมื่อประจำเดือนขาดหายไป 3-6 รอบเดือนติดกัน นับจากรอบสุดท้ายที่มีประจำเดือนตามปกติ
เมนส์มาช้าสุดกี่วัน สาเหตุคืออะไร

หลังจากได้คำตอบแล้วว่าเมนส์มาช้าสุดกี่วันจึงจะเรียกว่าการขาดประจำเดือน เรามาอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เมนส์มาช้าซึ่งมีมากมาย มีดังนี้
- ภาวะ PCOS ทำให้รังไข่เกิดการสร้างถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนมาก ส่งผลให้ตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ตกไข่เลย
- การอุดตันของปากมดลูก ช่องคลอด หรือโพรงมดลูก ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกไม่ได้ อาจเกิดจากพังผืดหรือการขูดมดลูก
- ภาวะผิดปกติของต่อมไทรอยด์ เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์
- ภาวะเครียดเรื้อรัง ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทซึ่งควบคุมการทำงานของฮอร์โมน
- ภาวะอ้วนหรือผอมเกินไป ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและฮอร์โมนผิดปกติ
- การออกกำลังกายหนักมากเกินไป ร่างกายอ่อนล้าและฮอร์โมนผิดปกติ
- การทำงานของรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยเนื่องจากการฉายรังสีหรือให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง
- การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาจิตเวช ยารักษาความดันโลหิตสูง เป็นต้น
- การตั้งครรภ์ และการอยู่ในช่วงให้นมบุตร
อาการของการขาดประจำเดือน นอกจากอาการหลักคือการขาดประจำเดือน ยังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิ น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง ขนาดเต้านมเปลี่ยน มีน้ำนมไหล เป็นสิว ผมร่วง ขนขึ้นมากผิดปกติบริเวณหน้า ปวดศีรษะ ภาพพร่ามัว ปวดท้องน้อย หากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์
การดูแลตนเองเมื่อประจำเดือนมาไม่ปกติ

- พยายามลดความเครียดและความกังวลใจ เพราะอารมณ์เครียดจะส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท ซึ่งมีผลต่อฮอร์โมนเพศ
- พักผ่อนให้เพียงพอและผ่อนคลายความตึงเครียด ด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ ฟังเพลง หรือกิจกรรมผ่อนคลายอื่น ๆ
- รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ได้สารอาหารครบถ้วน ไม่อดอาหารหรือควบคุมน้ำหนักอย่างรุนแรง
- ควบคุมรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ดัชนีมวลกาย (BMI) ปกติ ทั้งไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป
- งดเว้นพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มกระตุ้นประสาททั้งหลาย เนื่องจากมีผลต่อระบบฮอร์โมน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอในระดับปานกลาง ไม่หักโหมจนเกินไป
หากมีอาการขาดประจำเดือนเป็นระยะเวลานาน ไม่ควรละเลยหรือรอให้หายเอง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม

วิธีการรักษา
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริงของการขาดประจำเดือน ได้แก่
- การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น ควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด หากสาเหตุเกิดจากปัจจัยเหล่านี้
- การให้ฮอร์โมนทดแทน ยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่ เพื่อจำลองการมีประจำเดือน
- การผ่าตัดแก้ไขตามสาเหตุ เช่น การตัดถุงน้ำออกจากรังไข่ในรายที่เป็น PCOS รุนแรง
- การรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา หากสาเหตุเกิดจากมะเร็งในระบบสืบพันธุ์
หากมีอาการขาดประจำเดือนเป็นระยะเวลานาน ไม่ควรละเลยหรือรอให้หายเอง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม
เมนส์มาผิดปกติ ปรึกษา Talk to PEACH ได้เลย


สามารถปรึกษาเรื่องทางเพศ รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับเพศได้อย่างสบายใจในทุก ๆ แง่มุม ไม่ต้องเปิดเผยชื่อ ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน สามารถรับคำปรึกษาได้ทันที หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเพศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Talk to PEACH: https://oci.ltd/NBAKhjn



