
นอกจากสารพัดปัญหาที่เกี่ยวกับน้องชาย อย่าง น้องชายไม่ขัน หลั่งเร็ว หรือ หลั่งช้า แล้ว อีกหนึ่งปัญหากวนใจของผู้ชายหลายคน ที่เป็นปัญหาใหญ่ นั่นคือปัญหาหนังหุ้มปลายตีบ
ซึ่งปัญหาดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ โดยอาการดังกล่าวอาจไม่ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิต หรือ อาจส่งผลกระทบ เช่น รู้สึกเจ็บปวดหรือมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการปัสสาวะได้
ในบทความนี้ Talk to PEACH จะพาทุกคนไปรู้จักกับอาการนี้ให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงวิธีป้องกันและการรักษา
หนังหุ้มปลายตีบ เกิดจากอะไรได้บ้าง
หนังหุ้มปลายตีบ หรือ ภาวะ Phimosis นั้นเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทหลักคือ
ภาวะหนังหุ้มปลายตีบตั้งแต่เกิด (Congenital Phimosis)
โดยภาวะนี้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่เกิดกับเด็กผู้ชาย จะมีหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศที่ไม่สามารถรูดขึ้นลงได้ตั้งแต่เกิด พบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก ซึ่งอาการจะดีขึ้นเองเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์
ภาวะหนังหุ้มปลายตีบที่เกิดขึ้นภายหลัง (Acquired Phimosis)
- เกิดจากการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ หรือการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียหรือเชื้อรา อาจทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้
- การบาดเจ็บหรือการฉีกขาด ซึ่งการมีรอยแผลเป็นหรือการฉีกขาดของหนังหุ้มปลาย อาจทำให้เกิดการตีบในภายหลัง
- การดูแลสุขอนามัยไม่ดี แน่นอนว่าการไม่รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคและทำให้เกิดการตีบ
- โรคทางผิวหนัง เช่น Lichen sclerosus หรือโรคผิวหนังอื่น ๆ อาจทำให้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเกิดการอักเสบและตีบได้
ทั้งนี้ภาวะหนังหุ้มปลายตีบในเคสที่เกิดขึ้นในภายหลัง หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น บริเวณปลายอวัยวะเพศบวมแดง มีอาการเจ็บปวดมากขึ้น และก่อให้เกิดแผลเรื้อรัง
หนังหุ้มปลายตีบ เป็นยังไง อาการที่สังเกตได้

- ไม่สามารถรูดหนังหุ้มปลายขึ้นลงได้ โดยหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศไม่สามารถรูดขึ้นลงเพื่อเผยหัวอวัยวะเพศได้แบบคนทั่วไป
- รู้สึกปวดหรือไม่สบายตัว เมื่อต้องรูดหนังหุ้มปลายลงหรือขณะมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศ
- อาการบวมและแดง เนื่องจากการอักเสบหรือการติดเชื้อ
- มีสารคัดหลั่งไหลออกมา หรือน้ำเหลืองออกจากบริเวณหนังหุ้มปลาย เนื่องจากการอักเสบหรือการติดเชื้อ
- ปัสสาวะได้ยาก เช่น ปัสสาวะเป็นฝอยหรือมีการแยกทางของฝอยปัสสาวะ
- รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือขณะปัสสาวะ

หนังหุ้มปลายตีบ วิธีรักษามีอย่างไรบ้าง
ทำไมหนังหุ้มปลายถึงตีบ ถึงควรใส่ใจดูแลและรักษา เพราะว่าหากไม่ได้รับการดูแลที่ต่อเนื่องจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และอาจจะต้องสูญเสียองคชาตไปถาวรได้ และนี่คือแนวทางการดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็น
1. รักษาด้วยยา
เช่น การทาครีมสเตียรอยด์บริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เนื่องจากช่วยลดการอักเสบและช่วยให้หนังหุ้มปลายยืดหยุ่นมากขึ้น โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์
รวมถึงการทาน ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อรา หากมีการติดเชื้อที่บริเวณหนังหุ้มปลาย แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อรามารักษา
2. รักษาทางกายภาพ
ไม่ว่าจะเป็นการยืดหนังหุ้มปลาย ช่วยให้หนังหุ้มปลายยืดหยุ่นและรูดขึ้นลงได้ดีขึ้น ควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์
3. รักษาด้วยการผ่าตัด
หากมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง การผ่าตัดก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้ นั่นคือการผ่าตัดขยายหนังเป็นการผ่าตัดเพื่อขยายหนังหุ้มปลายโดยการทำแผลเล็ก ๆ ที่หนังหุ้มปลาย วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดตัดหนังหุ้มปลายทั้งหมด
4. ดูแลสุขอนามัย อย่างสม่ำเสมอ
รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศเป็นสิ่งสำคัญ ควรใส่ใจเรื่องความสะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือสารเคมีที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง
หนังหุ้มปลายตีบ หายเองได้ไหม
หนังหุ้มปลายตีบ หรือภาวะ Phimosis สามารถหายเองได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หรือเคสที่เกิดขึ้นตั้งแต่เกิด หนังหุ้มปลายจะค่อย ๆ ยืดหยุ่นและสามารถรูดขึ้นลงได้เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น แต่สำหรับผู้ใหญ่หรือในกรณีที่มีอาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
ทุกปัญหาน้องชาย ปรึกษาได้ที่ Talk to PEACH


สามารถปรึกษาเรื่องทางเพศ รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับเพศได้อย่างสบายใจในทุก ๆ แง่มุม ไม่ต้องเปิดเผยชื่อ ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน สามารถรับคำปรึกษาได้ทันที หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเพศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Talk to PEACH: https://oci.ltd/LRPUIev
อ้างอิง:



